Category Archives: พระ

บทสวดและคำแปลกราบพระรัตนตรัย

บทสวดบูชาพระรัตนตรัย
อิมินาสักกาเรนะ พุทธัง อภิปูชะยามิ
อิมินาสักกาเรนะ ธัมมัง อภิปูชะยามิ
อิมินาสักกาเรนะ สังฆัง อภิปูชะยามิ

อะระหัง สัมมา สัมพุทโธ ภะคะวา พุทธัง ภะคะวันตัง อภิวาเทมิ (กราบ)
สวากขาโต ภะคะวะตาธัมโม ธัมมังนะมัสสามิ (กราบ)
สุปะฏิปัณโณ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สังฆังนะมามิ (กราบ)

แปลบทสวดบูชาพระรัตนตรัย

พระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นพระอรหันต์ ดับเพลิงกิเลส เพลิงทุกข์สิ้นเชิง ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง
ข้าพเจ้า อภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน (กราบ)

พระธรรม เป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้ดีแล้ว
ข้าพเจ้านมัสการพระธรรม (กราบ)

พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า ปฏิบัติดีแล้ว
ข้าพเจ้านอบน้อมพระสงฆ์ (กราบ)

พ่อท่านคล้าย

พ่อท่านคล้าย วัดสวนขัน

752-vert
ตามประวัติที่ชัดแจ้ง ได้แถลงบอกกล่าว ไว้ว่า สร้างมหาศักราชที่ 1891 … รัตนโกสนทรศกที่ 187 … จุลศักราชที่ 1330 … ซึ่งตรงกับวันมหาแห่งศิริมงคลของปี คือ … “เสาร์ 5” … เดือน 5 ขึ้น 5 ค่ำ ปีระกา … ตรงกับวันเสาร์ที่ 22 เดือน มีนาคม พ.ศ. 2512 … เป็นวัตถุมงคลที่คณะศิษยานุศิษย์ ได้บรรจง ตั้งจิต ในการจัดสร้าง เพื่อให้ตรงกับวัน “เสาร์ 5” … ซึ่งเป็นวันที่คู่ควรกับการปลุกเสกวัตถุมงคลต่าง ๆ เป็นวันอันมงคลยิ่ง … ที่นาน ๆ จะเวียนมาบรรจบกัน

ในอดีต ลูกศิษย์ และชาวบ้าน ละแวกจันดี, ฉวาง, ช้างกลาง, นาบอน … มีความต้องการวัตถุมงคลของพ่อท่านคล้ายในรุ่นดังกล่าว … จึงมีการเสาะแสวงหา ด้วยราคาหลักพันปลาย ๆ มานานแล้วครับ … แต่ด้วยศรัทธาแห่งวัตถุ … ปรากฎว่าเหรียญรุ่น “เสาร์ 5” … ได้จางหายไปจากสนาม และวงการ … ไม่ค่อยมีเหรียญมาหมุนเวียน … ทำให้นักสะสมยุคใหม่ ไม่ค่อยรู้จักเท่าที่ควร

เป็นวัตถุมงคล ที่ออกโดยวัดสวนขัน … รูปแบบเหรียญ … ได้แกะเลียนแบบรุ่นแรก … แบบครึ่งองค์ … สลักอักขระกำกับว่า “รุ่น 1” … ซึ่งเป็นวลี ที่พ่อท่านคล้ายโปรดปราน ด้วยเหตุของคำว่า 1 คือจุดเริ่มของสิ่งต่าง ๆ … เท่าที่เห็นจะมีเนื้อทองแดงผิวไฟ และทองแดงรมดำ … เป็นพระปั๊มที่จัดสร้างขึ้นมาด้วยแรงศรัทธา … ผนวกกับวันแห่งมงคลฤกษ์ … แรงกระแทกของการปั๊ม ทำให้เกิด เส้น เสี้ยน บนพื้นเหรียญ … ส่องพิจารณาแล้ว ไม่อยากวาง ด้วยมนต์ขลังแห่งเหรียญที่ดึงดูดครับ!!!

ข้อมูลนี้ผมได้รับช่วงต่อมาอีกทีจากนักสะสมรุ่นเก่า วัตถุมงคลสายพ่อท่านคล้าย … ณ บ้านสวนจีน ต.จันดี … เหรียญแรกที่ได้มา ผมขนพองตูม เพราะเค้าได้เอาปฏิทิน 100 ปี ของชาวจีน มาผึงห้ายแล ว่าในปี 2512 นั้น ตรงกับวันไหร มีมงคลไหร … จึงได้แจ้งจางปาง มาจนทุกวันนี้ … พบเจอที่ไหน โดดใส่ หน้าผากฟ๊อก ทุกทีไปครับ!!! ปล.โปรดใช้วิจารณญาณในการเสพข้อมูลด้วยครับ

ความอยาก

904564

มนุษย์ ที่เกิดขึ้นมาในโลกนี้ได้ ก็เพราะอาศัยเหตุปัจจัยกล่าวคือ ตัณหา ดังที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า “ตณฺหา ชเนติ ปุริสํ ตัณหาย่อมยังบุคคลให้เกิดได้” และนอกจากจะทำบุคคลให้เกิดขึ้นมาแล้ว ยังปกคลุมหุ้มห่อมนุษย์โลก ทำให้วุ่นวาย คิดประกอบกรรมทั้งดีและชั่ว

ตัณหา แปลว่า ความทะยานอยากดิ้นรน ทำบุคคลให้สะดุ้งหวั่นไหว ทำชั่วบ้าง ทำดีบ้าง คนที่มีทุกข์มากมาย ประสบแต่ความเดือดร้อน ก็เพราะตัณหานี้ ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 3 ประการ คือ

1.กามตัณหา หมายถึง ความทะยานอยากดิ้นรนค้นหา รูป เสียง เป็นต้น อันเป็นทั้งวัตถุกามและกิเลสกาม

2.ภวตัณหา หมายถึง ความอยากมีอยากเป็น คือ อยากเป็นนั่นเป็นนี่ อยากได้สิ่งนั้นสิ่งนี้อันเป็นเรื่องดีและชั่ว

3.วิภวตัณหา หมายถึง ความไม่อยากมี ไม่อยากเป็น เพราะมองเห็นทุกข์โทษ

บรรดาตัณหาทั้ง 3 นั้น ภวตัณหา ความอยากมีอยากเป็น นับว่าเป็นตัวสำคัญ ทำให้เกิดกามตัณหาและวิภวตัณหา ก่อกรรมทั้งดีและชั่วไม่มีที่สิ้นสุด คนที่ถูกตัณหาเข้าควบคุมครอบงำแล้ว เปรียบเสมือนคนตาบอด มองไม่เห็นสิ่งที่เป็นประโยชน์และสิ่งที่เป็นโทษ

แต่ตัณหาความ อยากนี้ ถ้าอยากจะทำดี ทำประโยชน์ ไม่ก่อให้เกิดทุกข์แก่ใคร นับได้ว่า เป็นความทะยานอยากในฝ่ายดี เช่น อยากจะทำตนให้เป็นประโยชน์ เพื่อช่วยเหลือผู้อื่นให้ได้รับความสุข พ้นจากความทุกข์ ก็เป็นที่น่าสรรเสริญ ยกย่องบูชาได้

ถ้าเป็นตัณหา ความทะยานอยากในทางประกอบกรรมทำความชั่ว ก่อทุกข์ให้เกิดทั้งแก่ตนและคนอื่น ก็จัดเป็นตัณหาในทางชั่ว เช่น โลภอยากได้สมบัติสิ่งของผู้อื่นมาเป็นของตนโดยการคดโกงหลอกลวง และการประพฤติผิดในสามีภรรยาผู้อื่น เป็นต้น จัดเป็นตัณหาในทางชั่วที่ร้ายแรง บุคคลจะละหรือบรรเทาให้เบาบางลงได้ ก็ต้องใช้คุณธรรม กล่าวคือ ศีล สมาธิ และปัญญา

ฉะนั้น บุคคลจะละตัณหาหรือบรรเทาตัณหาให้เบาบางจางลงไปได้ ก็ต้องพยายามรักษาศีล ฝึกสมาธิทำจิตใจให้สงบระงับและทำปัญญา ความรอบรู้ให้เข้าใจถูกต้องอย่างแท้จริง คนที่มีศีลดี มีสมาธิดี และมีปัญญาดี จะไม่ประกอบกรรมทำชั่วโดยเด็ดขาด จะทำแต่ความดี ทำสิ่งที่มีประโยชน์ ไม่ก่อให้เกิดทุกข์โทษทั้งแก่ตนและคนอื่น

ส่วนคนที่มีแต่ความยุ่งเหยิง มีแต่ความเดือดร้อน ก็เพราะขาดศีล สมาธิ และปัญญานั่นเอง จึงถูกตัณหาเข้าครอบงำ ให้สร้างแต่บาปกรรมความชั่วไม่สิ้นสุด ผลสุดท้ายก็ได้รับทุกข์โทษทั้งในชาติปัจจุบันนี้และภพต่อไป

ดังนั้น คนที่มีปัญญาดี ควรพยายามบรรเทาตัณหาที่มีอยู่ให้ลดน้อยลง แล้วประกอบแต่คุณงามความดี ก็ย่อมจะทำประโยชน์ให้เกิดแก่ตนและคนอื่นได้ ถ้าแม้ยังมีชีวิตอยู่ ก็มีคนเคารพบูชา ละจากโลกนี้ไปแล้ว ก็มีคนยกย่องสรรเสริญ

ด้วยเหตุนี้ จึงไม่ควรประมาทมัวเมา ให้รีบกระทำแต่ความดี ก็จะล่วงพ้นจากความทุกข์ มีแต่สุขได้

คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด
โดย พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ. ๙) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร

จุดหมายของการเลี้ยงลูก

1890849

จุดหมายของการเลี้ยงลูก

“การเลี้ยงลูกนี่จุดหมายควรจะอยู่ที่ลูกเพื่อให้ชีวิตของลูกเป็นสุข มีชีวิตที่ดีงามไม่ควรคิดว่าเรามีสิทธิเท่าเทียมกัน ควรจะแบ่งกันเลี้ยงกันคนละวัน อย่างนี้มันจะถูกต้องหรือ”

คอลัมน์ คำพระ
ป.อ.ปยุตโต

อยู่ร่วมกันต้องรู้จักปรับตัว

8149549841

อยู่ร่วมกันต้องรู้จักปรับตัว

“คนที่ใช้ชีวิตคู่ร่วมกันนี้จะต้องรู้จักการปรับตัวปรับใจเข้าหากัน ไม่ใช่ใช้แต่อารมณ์ความรู้สึกมาเป็นใหญ่ ให้ใช้ปัญญาพิจารณาทำความเข้าใจกัน”

คอลัมน์ คำพระ
ป.อ.ปยุตโต

ทำความเข้าใจในกฎแห่งกรรม

4981237849877894

ทำความเข้าใจในกฎแห่งกรรม

“พุทธศาสนาสอนเรื่องการทำกรรม การรับผลของกรรม แล้วยังสอนเรื่องการพ้นไปจากกรรมคือการอยู่เหนือกรรมอีกด้วย”

คอลัมน์ คำพระ
ว.วชิรเมธี

กฏไตรลักษณ์

785122

..อนิจจัง แปลว่าไม่เที่ยง หมายความว่าสิ่งทั้งหลายมีลักษณะเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอไป ไม่มีความ คงที่ตายตัว

..ทุกขัง แปลว่าเป็นทุกข์ มีความหมายว่า สิ่งทั้งปวงมีลักษณะที่เป็นทุกข ์มองดูแล้วน่าสังเวชใจ ทำให้เกิดความทุกข์ใจแก่ผู้ที่ไม่มีความเห็นอย่างแจ่มแจ้งในสิ่งนั้น ๆ

..อนัตตา แปลว่าไม่ใช่ตัวตน หมายความว่าทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีความหมายแห่งความเป็นตัวเป็นตน ไม่มีลักษณะอันใดที่จะทำให้เรายึดถือได้ว่าเป็นตัวเราของเรา ถ้าเห็นอย่างแจ่มแจ้ง

ชัดเจนถูกต้องแล้ว ความรู้สึกที่ว่า “ไม่มีตัวตน” จะเกิดขึ้นมาเองในสิ่งทั้งปวง แต่ที่เราหลงเห็นไปว่าเป็น ตัวเป็นตนนั้น ก็เพราะความไม่รู้อย่างถูกต้องนั่นเอง

ขอให้ทราบว่า ลักษณะสามัญ ๓ ประการนี้ พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนมากกว่าคำสั่งสอนอื่น ๆ ในบรรดาคำสั่งสอนทั้งหลายจะนำมารวบยอดอยู่ที่การเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นี้ทั้งนั้น

บางทีก็กล่าวตรง ๆ บางทีก็พูดด้วยโวหารอย่างอื่น แต่ใจความมุ่งแสดงความจริงอย่างเดียวกัน เรื่องของความไม่เที่ยงของสรรพสิ่งทั้งหลายนี้ เคยมีสอนกันอยู่ก่อนพระพุทธเจ้า แต่ไม่ได้ขยาย ความให้ลึกซึ้งถึงที่สุด ไม่ประกอบด้วยเหตุผล และไม่สามารถชี้ถึงวิธีดับทุกข์ที่สมบูรณ์จริง ๆ ได้

จงเป็นผู้เบิกบานผ่องใส

73355445215

จงเป็นผู้เบิกบาน ผ่องใส ปราศจากความยึดถือในตน เพราะมันเป็นเพียงธาตุ ๔ ประชุมกันเท่านั้น ปราศจากความยึดในผู้อื่น (เพราะมันก็ธาตุ ๔ เช่นกัน) ปราศจากความยึดถือในธาตุทั้งปวงที่รวมตัวกันเป็นสิ่งของ เป็นทรัพย์สมบัติ เป็นวัตถุธาตุ ปราศจากความยึดถือในอารมณ์ต่าง ๆ เพราะที่กล่าวมาทั้งหมดไม่เที่ยง ไม่แน่นอน ไม่คงที่ ไม่คงทน ทนอยู่ไม่ได้ สลายหมด ไร้ซึ่งรูปและตัวตนที่แท้จริง

ไม่มีเรา ไม่มีเขา ไม่มีของเรา ไม่มีของเขา ทุกอย่าง ไม่ว่าเรา ไม่ว่าเขา หรือสิ่งของทรัพย์สิน ล้วนเป็นความสมมุติกันขึ้นทั้งสิ้น พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า “จงละความสมมุติและบัญญัติในโลกเสีย”

คัดลอกจากหนังสือ สโรชา ฉบับ แด่ผู้บำเพ็ญธรรม

วันตักบาตรเทโวโรหณะ

123789987456654123

กิจกรรมในวันออกพรรษาตามที่ปฏิบัติจนกลายเป็นธรรมเนียมจนถึงปัจจุบัน คือ การตักบาตรเทโวโรหณะ

การตักบาตรเทโวโรหณะ นิยมกระทำในเช้าวันรุ่งขึ้นของวันออกพรรษา คือ วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ของทุกปี เป็นการทำบุญระลึกถึงวันที่พระพุทธเจ้า เสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ลงที่เมืองสังกัสสนคร โดยเสด็จลงบันไดแก้ว อันมีอยู่ในท่ามกลาง บันไดทองอยู่ข้างขวา เป็นที่ลงของหมู่เทวดาตามส่งเสด็จ บันไดเงินอยู่ข้างซ้าย เป็นที่ลงแห่งหมู่พรหมทั้งหลาย

หลังจากที่พระองค์เสด็จไปจำพรรษาอยู่ชั้นดาวดึงส์ เพื่อแสดงพระอภิธรรมโปรดพระพุทธมารดา วันเช่นนี้จัดเป็นกาลทาน คือ มีปีละครั้ง

วันตักบาตรเทโวโรหณะ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า วันพระเจ้าเปิดโลก กล่าวกันว่า มนุษย์และเทวดาพร้อมสรรพสัตว์ทั้งหลาย ต่างมองเห็นกายของกันปรากฏชัด พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมโปรดท่านเหล่านั้นให้ได้บรรลุธรรมนับไม่ถ้วน

พุทธศาสนิกชนต่างรอคอยเข้าเฝ้ากราบไหว้พระพุทธองค์ พร้อมใจกันจัดเตรียมอาหารใส่บาตรโดยมิได้นัดหมายกัน ภัตตาหารที่จัดเตรียมใส่บาตรมีมาก ผู้คนยิ่งแออัดมากเข้าไม่ถึงพระ จึงนำเอาข้าวสาลีทำเป็นห่อบ้าง ทำเป็นปั้นๆ บ้าง โยนเข้าไปหาพระ ด้วยประสงค์จะใส่บาตร จึงเป็นเหตุที่นิยมทำข้าวต้มลูกโยนเป็นภัตตาหารในการตักบาตรเทโวโรหณะ

แต่ปัจจุบันนี้ มีการเปลี่ยนแปลงไปจากข้าวต้มลูกโยนซึ่ง ยังคงมีอยู่บ้าง บางวัดอาจมีพิธีตักบาตรดอกไม้ โดยส่วนมาก จะเป็นประเภทข้าวสารอาหารแห้ง หรือของใช้ที่จำเป็นสำหรับ พระสงฆ์

เมื่อถึงวันเทโวโรหณะ พุทธศาสนิกชนนิยมไปทำบุญตักบาตรที่วัด โดยการปฏิบัติตนดังนี้

เตรียมอาหารในตอนเช้า อาหารที่เตรียมเพื่อตักบาตรเป็นพิเศษในวันนี้ คือ ข้าวต้มมัด และข้าวต้มลูกโยน วัดบางวัดอาจจะจำลองสถานการณ์วันที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงจากเทวโลกชั้นดาวดึงส์ คือ ประชาชนจะนั่ง หรือยืนสองฝั่งทางลงจากอุโบสถ หรือศาลา ให้พระสงฆ์เดินเข้าแถวเรียงลำดับรับบาตรตรงกลาง โดยมีผู้เดินอัญเชิญพระพุทธรูปนำหน้าแถวพระสงฆ์

หลักจากตักบาตรแล้ว มีการอาราธนาศีล สมาทานศีล และรักษาศีล ฟังธรรมและทำสมาธิตามโอกาส เพื่อทำให้จิตใจบริสุทธิ์ผ่องใส แผ่เมตตา และกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้กับญาติ ผู้ล่วงลับ ตลอดถึงสรรพสัตว์

พุทธศาสนิกชนผู้มีจิตศรัทธา เมื่อเทศกาลออกพรรษามาถึงแล้ว ไม่ควรพลาดโอกาสสร้างบุญความดีชำระกาย วาจา และใจ ให้สะอาดบริสุทธิ์ ด้วยการรักษาศีล บริจาคทาน เจริญภาวนา เพื่อเติมความสุขให้ชีวิต อีกทั้งเป็นการรักษาธรรมเนียมประเพณีที่ดีงาม

และเป็นการช่วยทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้ดำรงคงอยู่ตลอดไป

คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด

บทความโดย พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ. 9) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร

วันออกพรรษาและปวารณา

7899878456456

วันออกพรรษา ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 มีพระพุทธานุญาตให้ภิกษุผู้อยู่จำพรรษาครบ 3 เดือนแล้วทำปวารณากัน วันนี้เป็นวันสุดท้ายในการจำพรรษาของพระสงฆ์

คำว่า ปวารณา หมายความว่า ยอมให้ใช้ ยอมให้ขอ และยอมให้ว่ากล่าว ตักเตือน

ธรรมดาคนโดยทั่วไปย่อมจะมีการพูด การคิด การทำ ผิดไปจากความชอบธรรม จารีตประเพณี ระเบียบวินัยบ้าง

พระสงฆ์ที่อยู่จำพรรษามากรูปด้วยกัน บางรูปอาจจะประพฤติปฏิบัติผิดไปจากธรรมวินัยบ้าง ถ้าไม่ยอมให้ผู้อื่นว่ากล่าวตักเตือน หรือไม่มีการกล่าวตักเตือน ก็จะเข้าใจว่า ความประพฤติของตนถูกต้อง และจะประพฤติให้ยิ่งๆ ขึ้นไป ความเสื่อมเสียก็จะเกิดขึ้น แก่หมู่คณะ จึงทำให้เกิดการแตกสามัคคี

ดังมีเรื่องภิกษุชาวเมืองโกสัมพี 2 พวก คือ พวกพระวินัยธร และพวกพระธรรมกถึก ถือทิฏฐิมานะเข้าหากัน แม้พระพุทธเจ้าจะทรงชี้โทษแห่งความแตกสามัคคี ทรงขอร้องให้ปรองดองกัน ภิกษุเหล่านั้นก็ไม่เชื่อฟัง เพราะอาศัยเหตุเพียงน้ำชำระที่เหลือไว้ในภาชนะที่เวจกุฎีนิดเดียวเท่านั้นเป็นตัวอย่าง

พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาตให้ภิกษุทำปวารณาแก่กันและกัน เพื่อว่ากล่าวตักเตือนให้เกิดสติ ในเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้เห็น ได้ฟัง หรือสงสัยข้อบกพร่อง ข้อรังเกียจของกันและกัน โดยถือหลักที่ว่า ผู้ชี้โทษคือผู้ชี้หนทางแห่งขุมทรัพย์ให้

เมื่อได้ปวารณา หรือให้โอกาสแก่กันและกันไว้ จะได้ว่ากล่าวตักเตือนได้สนิทใจ ไม่ต้องระแวงว่า ฝ่ายที่ถูกว่ากล่าวตักเตือนจะโกรธ ตรงตามพระพุทธประสงค์ที่จะให้ภิกษุทั้งหลายอยู่ด้วยกัน ด้วยความรัก ความห่วงใย และความสามัคคี

การทำปวารณานั้นพึงมีการประชุมสงฆ์ ประกาศ ให้สงฆ์ทราบมีใจความว่า วันนี้เป็นวันปวารณา หากพร้อมแล้ว ขอให้ทำปวารณากัน และกล่าวคำปวารณามีใจความว่า ขอปวารณาต่อสงฆ์ หากได้ยิน หรือสงสัยว่ามีความประพฤติบกพร่องหรือน่ารังเกียจ ขอให้อนุเคราะห์ว่ากล่าวตักเตือน เมื่อได้ทราบแล้ว จักได้แก้ไขปรับปรุงให้ดีต่อไป

เมื่อภิกษุเข้าพรรษาแล้ว อยู่ถ้วนกำหนดไตรมาส ตามพระบรมพุทธานุญาต จนได้ปวารณาแล้ว ย่อมได้อานิสงส์ 5 ประการ คือ 1.เที่ยวไปไม่ต้องบอกลา 2.เที่ยวจาริกไปไม่ต้องถือเอาไตรจีวรไปครบสำรับ 3.ฉันคณะโภชน์และปรัมประโภชน์ได้ 4.เก็บอติเรกจีวรไว้ได้ตามปรารถนา และ 5.จีวรอันเกิดขึ้นในที่นั้น เป็นของได้แก่พวกเธอ อานิสงส์ทั้ง 5 นี้ ท่านให้นับตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ ไปถึงวันเพ็ญเดือน 12 รวมเป็นเวลา 1 เดือน

นอกจากนี้แล้วยังได้โอกาสเพื่อจะกรานกฐิน ต่อไป

พิธีกรรมสำหรับพระภิกษุนี้ คฤหัสถ์ควรนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อประโยชน์สุขแก่ตนและผู้อื่น เพราะการอยู่รวมกันเป็นหมู่ เป็นคณะ ย่อมมีการกระทบกระทั่งกันบ้าง ไม่มากก็น้อย ถ้าได้ให้โอกาสว่ากล่าวตักเตือนกันและกันด้วยความบริสุทธิ์ใจ ด้วยความหวังดี ก็จะทำให้การอยู่ร่วมกันเป็นสุข

คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด

บทความโดย พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ. 9) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร