วิธีดูแลรถยนต์

9455541100000

วิธีดูแลรถยนต์

1. แน่นอนครับว่าช่วงแรกที่เราพึ่งจะถอยรถป้ายแดงออกมา ก็ต้องมีคู่มือการใช้รถให้ลูกค้าทุกท่านอยู่แล้ว โดยให้คุณตรวจสอบตารางการเช็ครถให้อย่างละเอียดและให้เข้าใจ เพื่อที่จะได้ปฏิบัติตามตารางที่บอกไว้อย่างเคร่งครัด และที่สำคัญเมื่อรถวิ่งได้ทุกๆ 60,000-90,000 ไมล์ คุณก็ควรที่จะเปลี่ยนสายพานเพื่อที่จะช่วยลดในเรื่องของการเกิดอุบัติเหตุ ถึงแม้ว่าการเปลี่ยนสายพานนั้นจะมีราคาแพง แต่ก็ถือว่าคุ้มกับการเสี่ยงอุบัติเหตุนะครับ

2. การเตรียมพร้อมในเรื่องของการใช้เงินก็ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญเช่นเดียวกันครับ คุณควรที่จะมีการเตรียมเงินในส่วนกลางเพื่อป้องกันการเกิดเงินขัดสนในครอบครัวจะดีที่สุดครับ โดยคุณควรที่จะเตรียมเงินในจำนวนหนึ่งประมาณ 5,000 – 20,000 บาท ไว้เป็นส่วนกลาง เพื่อใช้จ่ายในเรื่องของการซ่อมบำรุงรถยนต์ เพราะอุบัติเหตุทุกอย่างเราไม่สามารถที่จะมองเห็นได้ คุณก็ควรที่จะเรียมไว้เพื่อเป็นการป้องกันจะดีที่สุดครับ

3. สิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งสำหรับรถยนต์ที่คุณใช้งานอยู่เป็นประจำ คุณควรที่จะศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรถยนต์ยี่ห้อที่คุณใช้งานอยู่ว่า รถยนต์รุ่นนี้ส่วนใหญ่จะพบเจอปัญหาอะไรบ้าง คุณก็จะสามารถที่จะรับมือกับปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างไม่ต้องกังวล

4. คุณควรที่จะหมั่นสังเกตในสิ่งที่จะเกิดขึ้นว่ามีความผิดปกติอะไรบ้าง เมื่อคุณขับขี่ใช้งานรถยนต์ของคุณอยู่เป็นประจำ ความผิดปกติที่เกิดขึ้นคุณก็จะสามารถรับรู้ได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นที่มีความผิดปกติ เสียง หรืออื่นๆ อีกมากมาย หากคุณพบเจอกับปัญหาเหล่านี้ก็ควรที่จะนำรถยนต์ของท่านไปเช็คหรือตรวจสภาพรถทันที เพื่อช่วยลดในเรื่องของการเกิดอุบัติเหตุนั่นเอง

5. ทุกครั้งเมื่อคุณได้พบเจอกับอุบัติเหตุ ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุเล็กน้อย หรือรถมีการเฉี่ยวชนจนเกิดแผล คุณก็ควรที่จะรีบซ่อมแซมในส่วนที่เกิดขึ้นทันที ไม่ควรที่จะปล่อยทิ้งไว้ เพราะปัญหาเล็กน้อยอาจจะกลายเป็นการเกิดความสูญเสียใหญ่ก็ได้

6. การใช้อะไหล่ในการซ่อมแซมรถยนต์ของคุณก็ถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง เพราะการใช้อะไหล่รถยนต์ที่เป็นของแท้ย่อมมีประสิทธิภาพในการใช้งานที่ดีเยี่ยม แต่หากคุณมีงบไม่เพียงพอต่อการซื้ออะไหล่แท้ ก็ขอแนะนำให้คุณปรึกษาช่างจะดีที่สุด เพราะช่างอาจจะมีตัวเลือกให้คุณได้ตัดสินใจที่ดีขึ้นก็เป็นได้

7. เมื่อดูแลภายในตัวเครื่องยนต์ของรถยนต์เรียบร้อยแล้ว ภายนอกของรถยนต์ก็มีความสำคัญมากเช่นกัน คุณควรที่จะหมั่นล้างทำความสะอาดรถเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ เพราะการล้างรถเป็นประจำ จะทำให้รถยนต์ของคุณมีสีที่สดใส และดูใหม่อยู่เสมอ

8. การขับขี่รถยนต์ก็มีความสำคัญมากเหมือนกัน สิ่งนี้ก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม เพราะการขับขี่รถยนต์ในความเร็วสูงไปตลอดเส้นทาง ถึงแม้ว่าจะช่วยในเรื่องของความคล่องตัว แต่ผลเสียที่จะตามมาก็มีมากเช่นกัน ดังนั้นการขับขี่รถยนต์ควรที่จะขับด้วยความนิ่มนวล ไม่เร็วมากจนเกินไป เพราะนี่คือการช่วยถนอมเครื่องยนต์ให้สามารถใช้งานได้เป็นเวลานานๆ

กฏไตรลักษณ์

785122

..อนิจจัง แปลว่าไม่เที่ยง หมายความว่าสิ่งทั้งหลายมีลักษณะเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอไป ไม่มีความ คงที่ตายตัว

..ทุกขัง แปลว่าเป็นทุกข์ มีความหมายว่า สิ่งทั้งปวงมีลักษณะที่เป็นทุกข ์มองดูแล้วน่าสังเวชใจ ทำให้เกิดความทุกข์ใจแก่ผู้ที่ไม่มีความเห็นอย่างแจ่มแจ้งในสิ่งนั้น ๆ

..อนัตตา แปลว่าไม่ใช่ตัวตน หมายความว่าทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีความหมายแห่งความเป็นตัวเป็นตน ไม่มีลักษณะอันใดที่จะทำให้เรายึดถือได้ว่าเป็นตัวเราของเรา ถ้าเห็นอย่างแจ่มแจ้ง

ชัดเจนถูกต้องแล้ว ความรู้สึกที่ว่า “ไม่มีตัวตน” จะเกิดขึ้นมาเองในสิ่งทั้งปวง แต่ที่เราหลงเห็นไปว่าเป็น ตัวเป็นตนนั้น ก็เพราะความไม่รู้อย่างถูกต้องนั่นเอง

ขอให้ทราบว่า ลักษณะสามัญ ๓ ประการนี้ พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนมากกว่าคำสั่งสอนอื่น ๆ ในบรรดาคำสั่งสอนทั้งหลายจะนำมารวบยอดอยู่ที่การเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นี้ทั้งนั้น

บางทีก็กล่าวตรง ๆ บางทีก็พูดด้วยโวหารอย่างอื่น แต่ใจความมุ่งแสดงความจริงอย่างเดียวกัน เรื่องของความไม่เที่ยงของสรรพสิ่งทั้งหลายนี้ เคยมีสอนกันอยู่ก่อนพระพุทธเจ้า แต่ไม่ได้ขยาย ความให้ลึกซึ้งถึงที่สุด ไม่ประกอบด้วยเหตุผล และไม่สามารถชี้ถึงวิธีดับทุกข์ที่สมบูรณ์จริง ๆ ได้

จงเป็นผู้เบิกบานผ่องใส

73355445215

จงเป็นผู้เบิกบาน ผ่องใส ปราศจากความยึดถือในตน เพราะมันเป็นเพียงธาตุ ๔ ประชุมกันเท่านั้น ปราศจากความยึดในผู้อื่น (เพราะมันก็ธาตุ ๔ เช่นกัน) ปราศจากความยึดถือในธาตุทั้งปวงที่รวมตัวกันเป็นสิ่งของ เป็นทรัพย์สมบัติ เป็นวัตถุธาตุ ปราศจากความยึดถือในอารมณ์ต่าง ๆ เพราะที่กล่าวมาทั้งหมดไม่เที่ยง ไม่แน่นอน ไม่คงที่ ไม่คงทน ทนอยู่ไม่ได้ สลายหมด ไร้ซึ่งรูปและตัวตนที่แท้จริง

ไม่มีเรา ไม่มีเขา ไม่มีของเรา ไม่มีของเขา ทุกอย่าง ไม่ว่าเรา ไม่ว่าเขา หรือสิ่งของทรัพย์สิน ล้วนเป็นความสมมุติกันขึ้นทั้งสิ้น พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า “จงละความสมมุติและบัญญัติในโลกเสีย”

คัดลอกจากหนังสือ สโรชา ฉบับ แด่ผู้บำเพ็ญธรรม

วันตักบาตรเทโวโรหณะ

123789987456654123

กิจกรรมในวันออกพรรษาตามที่ปฏิบัติจนกลายเป็นธรรมเนียมจนถึงปัจจุบัน คือ การตักบาตรเทโวโรหณะ

การตักบาตรเทโวโรหณะ นิยมกระทำในเช้าวันรุ่งขึ้นของวันออกพรรษา คือ วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ของทุกปี เป็นการทำบุญระลึกถึงวันที่พระพุทธเจ้า เสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ลงที่เมืองสังกัสสนคร โดยเสด็จลงบันไดแก้ว อันมีอยู่ในท่ามกลาง บันไดทองอยู่ข้างขวา เป็นที่ลงของหมู่เทวดาตามส่งเสด็จ บันไดเงินอยู่ข้างซ้าย เป็นที่ลงแห่งหมู่พรหมทั้งหลาย

หลังจากที่พระองค์เสด็จไปจำพรรษาอยู่ชั้นดาวดึงส์ เพื่อแสดงพระอภิธรรมโปรดพระพุทธมารดา วันเช่นนี้จัดเป็นกาลทาน คือ มีปีละครั้ง

วันตักบาตรเทโวโรหณะ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า วันพระเจ้าเปิดโลก กล่าวกันว่า มนุษย์และเทวดาพร้อมสรรพสัตว์ทั้งหลาย ต่างมองเห็นกายของกันปรากฏชัด พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมโปรดท่านเหล่านั้นให้ได้บรรลุธรรมนับไม่ถ้วน

พุทธศาสนิกชนต่างรอคอยเข้าเฝ้ากราบไหว้พระพุทธองค์ พร้อมใจกันจัดเตรียมอาหารใส่บาตรโดยมิได้นัดหมายกัน ภัตตาหารที่จัดเตรียมใส่บาตรมีมาก ผู้คนยิ่งแออัดมากเข้าไม่ถึงพระ จึงนำเอาข้าวสาลีทำเป็นห่อบ้าง ทำเป็นปั้นๆ บ้าง โยนเข้าไปหาพระ ด้วยประสงค์จะใส่บาตร จึงเป็นเหตุที่นิยมทำข้าวต้มลูกโยนเป็นภัตตาหารในการตักบาตรเทโวโรหณะ

แต่ปัจจุบันนี้ มีการเปลี่ยนแปลงไปจากข้าวต้มลูกโยนซึ่ง ยังคงมีอยู่บ้าง บางวัดอาจมีพิธีตักบาตรดอกไม้ โดยส่วนมาก จะเป็นประเภทข้าวสารอาหารแห้ง หรือของใช้ที่จำเป็นสำหรับ พระสงฆ์

เมื่อถึงวันเทโวโรหณะ พุทธศาสนิกชนนิยมไปทำบุญตักบาตรที่วัด โดยการปฏิบัติตนดังนี้

เตรียมอาหารในตอนเช้า อาหารที่เตรียมเพื่อตักบาตรเป็นพิเศษในวันนี้ คือ ข้าวต้มมัด และข้าวต้มลูกโยน วัดบางวัดอาจจะจำลองสถานการณ์วันที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงจากเทวโลกชั้นดาวดึงส์ คือ ประชาชนจะนั่ง หรือยืนสองฝั่งทางลงจากอุโบสถ หรือศาลา ให้พระสงฆ์เดินเข้าแถวเรียงลำดับรับบาตรตรงกลาง โดยมีผู้เดินอัญเชิญพระพุทธรูปนำหน้าแถวพระสงฆ์

หลักจากตักบาตรแล้ว มีการอาราธนาศีล สมาทานศีล และรักษาศีล ฟังธรรมและทำสมาธิตามโอกาส เพื่อทำให้จิตใจบริสุทธิ์ผ่องใส แผ่เมตตา และกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้กับญาติ ผู้ล่วงลับ ตลอดถึงสรรพสัตว์

พุทธศาสนิกชนผู้มีจิตศรัทธา เมื่อเทศกาลออกพรรษามาถึงแล้ว ไม่ควรพลาดโอกาสสร้างบุญความดีชำระกาย วาจา และใจ ให้สะอาดบริสุทธิ์ ด้วยการรักษาศีล บริจาคทาน เจริญภาวนา เพื่อเติมความสุขให้ชีวิต อีกทั้งเป็นการรักษาธรรมเนียมประเพณีที่ดีงาม

และเป็นการช่วยทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้ดำรงคงอยู่ตลอดไป

คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด

บทความโดย พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ. 9) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร

วันออกพรรษาและปวารณา

7899878456456

วันออกพรรษา ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 มีพระพุทธานุญาตให้ภิกษุผู้อยู่จำพรรษาครบ 3 เดือนแล้วทำปวารณากัน วันนี้เป็นวันสุดท้ายในการจำพรรษาของพระสงฆ์

คำว่า ปวารณา หมายความว่า ยอมให้ใช้ ยอมให้ขอ และยอมให้ว่ากล่าว ตักเตือน

ธรรมดาคนโดยทั่วไปย่อมจะมีการพูด การคิด การทำ ผิดไปจากความชอบธรรม จารีตประเพณี ระเบียบวินัยบ้าง

พระสงฆ์ที่อยู่จำพรรษามากรูปด้วยกัน บางรูปอาจจะประพฤติปฏิบัติผิดไปจากธรรมวินัยบ้าง ถ้าไม่ยอมให้ผู้อื่นว่ากล่าวตักเตือน หรือไม่มีการกล่าวตักเตือน ก็จะเข้าใจว่า ความประพฤติของตนถูกต้อง และจะประพฤติให้ยิ่งๆ ขึ้นไป ความเสื่อมเสียก็จะเกิดขึ้น แก่หมู่คณะ จึงทำให้เกิดการแตกสามัคคี

ดังมีเรื่องภิกษุชาวเมืองโกสัมพี 2 พวก คือ พวกพระวินัยธร และพวกพระธรรมกถึก ถือทิฏฐิมานะเข้าหากัน แม้พระพุทธเจ้าจะทรงชี้โทษแห่งความแตกสามัคคี ทรงขอร้องให้ปรองดองกัน ภิกษุเหล่านั้นก็ไม่เชื่อฟัง เพราะอาศัยเหตุเพียงน้ำชำระที่เหลือไว้ในภาชนะที่เวจกุฎีนิดเดียวเท่านั้นเป็นตัวอย่าง

พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาตให้ภิกษุทำปวารณาแก่กันและกัน เพื่อว่ากล่าวตักเตือนให้เกิดสติ ในเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้เห็น ได้ฟัง หรือสงสัยข้อบกพร่อง ข้อรังเกียจของกันและกัน โดยถือหลักที่ว่า ผู้ชี้โทษคือผู้ชี้หนทางแห่งขุมทรัพย์ให้

เมื่อได้ปวารณา หรือให้โอกาสแก่กันและกันไว้ จะได้ว่ากล่าวตักเตือนได้สนิทใจ ไม่ต้องระแวงว่า ฝ่ายที่ถูกว่ากล่าวตักเตือนจะโกรธ ตรงตามพระพุทธประสงค์ที่จะให้ภิกษุทั้งหลายอยู่ด้วยกัน ด้วยความรัก ความห่วงใย และความสามัคคี

การทำปวารณานั้นพึงมีการประชุมสงฆ์ ประกาศ ให้สงฆ์ทราบมีใจความว่า วันนี้เป็นวันปวารณา หากพร้อมแล้ว ขอให้ทำปวารณากัน และกล่าวคำปวารณามีใจความว่า ขอปวารณาต่อสงฆ์ หากได้ยิน หรือสงสัยว่ามีความประพฤติบกพร่องหรือน่ารังเกียจ ขอให้อนุเคราะห์ว่ากล่าวตักเตือน เมื่อได้ทราบแล้ว จักได้แก้ไขปรับปรุงให้ดีต่อไป

เมื่อภิกษุเข้าพรรษาแล้ว อยู่ถ้วนกำหนดไตรมาส ตามพระบรมพุทธานุญาต จนได้ปวารณาแล้ว ย่อมได้อานิสงส์ 5 ประการ คือ 1.เที่ยวไปไม่ต้องบอกลา 2.เที่ยวจาริกไปไม่ต้องถือเอาไตรจีวรไปครบสำรับ 3.ฉันคณะโภชน์และปรัมประโภชน์ได้ 4.เก็บอติเรกจีวรไว้ได้ตามปรารถนา และ 5.จีวรอันเกิดขึ้นในที่นั้น เป็นของได้แก่พวกเธอ อานิสงส์ทั้ง 5 นี้ ท่านให้นับตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ ไปถึงวันเพ็ญเดือน 12 รวมเป็นเวลา 1 เดือน

นอกจากนี้แล้วยังได้โอกาสเพื่อจะกรานกฐิน ต่อไป

พิธีกรรมสำหรับพระภิกษุนี้ คฤหัสถ์ควรนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อประโยชน์สุขแก่ตนและผู้อื่น เพราะการอยู่รวมกันเป็นหมู่ เป็นคณะ ย่อมมีการกระทบกระทั่งกันบ้าง ไม่มากก็น้อย ถ้าได้ให้โอกาสว่ากล่าวตักเตือนกันและกันด้วยความบริสุทธิ์ใจ ด้วยความหวังดี ก็จะทำให้การอยู่ร่วมกันเป็นสุข

คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด

บทความโดย พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ. 9) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร

ธรรมะที่เป็นเหตุให้เจริญ

Buddha Mondhon

ทุกคนต่างต้องการความสุขความเจริญ ไม่ต้องการพบความเสื่อมเสียหาย ผู้ที่ปรารถนาดีต่อกัน หวังความเจริญต่อกัน มักจะให้พรแก่กันให้พบแต่ความสุขความเจริญ และการที่เราจะได้รับความหวังดี ก็เพราะเรามีความหวังดีต่อกัน

ความสุขความเจริญจะเกิดขึ้นได้ เพราะตัวของเราเองเป็นสำคัญ และไม่ใช่แต่ความเจริญอย่างเดียวเท่านั้น แม้แต่ความเสื่อมเสียหาย ก็เป็นเช่นเดียวกัน ย่อมมีตัวเองเป็นต้นเหตุทั้งนั้น

พึงพิจารณาอยู่เสมอว่า บัดนี้เราเป็นอย่างไร กำลังเจริญหรือเสื่อม เมื่อพิจารณาเห็นว่ากำลังเจริญ ก็ควรจะใคร่ครวญให้ดี ว่าเราเจริญเพราะเหตุไร เมื่อรู้สาเหตุแห่งความเจริญแล้ว พึงพยายามรักษาเหตุนั้นให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป อย่าให้กลับเสื่อมทรามลงได้ หรือถ้าเราเห็นว่ากำลังประสบกับความเสื่อมเสียหาย ก็ไม่ควรนิ่งนอนใจ ตรวจตราดูสาเหตุแห่งความเสื่อมเสียนั้นๆ แล้ว ละสาเหตุนั้นเสีย ประกอบแต่เหตุแห่งความสุขความเจริญ เพื่อแก้ไขความเสื่อมเสีย เมื่อปฏิบัติเช่นนี้ ก็จะพบแต่ความสุขความเจริญ

ความเจริญ มีความเกี่ยวเนื่องด้วยเหตุ 4 ประการ คือ ถิ่นที่อยู่ การคบหาสมาคม การตั้งตนไว้ชอบ และบุญกุศลในหนหลัง

ถิ่นที่อยู่ ต้องเป็นถิ่นที่อยู่อันเจริญ ไม่ขัดสนกันดาร สมบูรณ์ด้วยปัจจัย 4 มีความเป็นอยู่สุขสบาย มีคนดีทรงคุณธรรม ประพฤติชอบด้วยกาย วาจา ใจ และแนะนำสั่งสอนผู้อื่นให้ทำตามด้วย แม้ได้เกิดในถิ่นที่เจริญ มีคนดีทรงคุณธรรมดังกล่าวแล้ว ถ้าไม่เข้าไปคบหาสมาคมกับท่าน ก็ยากที่จะเจริญได้

การคบหาสมาคมกับคนดี คือ การเข้าไปศึกษารับฟังคำสั่งสอนของท่าน ให้รู้บาปบุญ คุณโทษ ประโยชน์ มิใช่ประโยชน์ สิ่งใดควรทำ สิ่งใดไม่ควรทำ ไต่ถามข้อที่สงสัยให้เข้าใจ สนใจในการประพฤติปฏิบัติให้กาย วาจา ใจ สงบจากบาปทุจริต การศึกษาคุณธรรม วิชาธรรมจากท่านดังนี้ จึงเรียกว่า การคบสัตบุรุษ แม้การเข้าไปใกล้คบหาคุ้นเคยกับสัตบุรุษแล้ว แต่หาได้ประพฤติปฏิบัติตามคำสอนของท่านไม่ กลับประพฤติปฏิบัตินอกลู่นอกทางคำสอนท่าน ชื่อว่าไม่สำเร็จประโยชน์แก่ตน ไม่ส่งผลดีให้เกิดแก่ตน และผู้อื่นแต่อย่างใด ดังนั้น การตั้งตนไว้ชอบ จึงเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งนัก

การตั้งตนไว้ชอบ ตามโอวาทของท่านผู้รู้ มีพระพุทธเจ้า เป็นต้น คือการประพฤติแต่กรรมดี เป็นบุญกุศล ด้วยกาย วาจา และใจ ผู้ประพฤติเช่นนี้ ย่อมแคล้วคลาดปราศจากทุกข์ ย่อมได้พบแต่ความสุขความเจริญ

บุญกุศลในหนหลัง ที่ได้ทำไว้ในปางก่อน ก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะการได้มาเกิด หรือมาอยู่ในถิ่นที่มีความเจริญรุ่งเรือง ได้คบหาสมาคมกับคนดี ทำให้มีการตั้งตนไว้โดยชอบ ย่อมเป็นผลของบุญกุศลที่ตนได้ทำไว้ในปางก่อนทั้งนั้น

ธรรม 4 ประการ ดังกล่าวมานี้ เป็นดุจล้อรถ ย่อมหมุนนำพาผู้ประพฤติไปสู่ความเจริญโดยลำดับ เป็นปัจจัยอุดหนุนกันและกัน มีบริบูรณ์อยู่ในบุคคลใด บุคคลนั้นก็จะมีแต่ความสุขความเจริญ

คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด

บทความโดย พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ. 9) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร